ถ้าหากว่ามันอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลิกมันไปเหอะ อย่าไปทนมันเลยกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นซ้ำๆซากๆ
ในเมื่อไม่ไว้ใจกันจะอยู่ด้วยกันทำไม จะแคร์ทำไมก้บอีแค่ภาระทีร่วมกันสร้างก็ทิ้งมันไปซะสิ
ในเมื่อทุกวันนี้มันก็เหมือน พ่อ แม่ ลูก ไปคนละทางอยู่แล้วนี่ จะทนมันไปทำไม ไม่ต้องทน
เบื่อที่ต้องมาเป็นคนกลาง ฟังเรื่องซ้ำซาก แค่ทุกวันนี้ก็เครียดพออยู่แล้ว อย่าเอาอะไรมาบั่นทอนกันอีก
เลิกกันไปเลย เลิก เลิก เลิก
ชีวิตเฮงซวย
February 14, 2011It seem like it’s not where I belong.
August 26, 2010I don’t know why I feel bad to be with.
I feel torture when I be there.
It seem like it’s not where I belong.
But it’s the thing I have to be with, no choice.
Have you ever feel like this?
What should I do, then?
หนังสือที่ได้จากงานหนังสือ ปี 2553
April 4, 2010October No.8 โดย Open Books
RATATOUILLE เป็นภาษาจีน
The White Tiger โดย Aravind Adiga
I do, I do, I do โดย Samantha Scott jeffrie
Sex with Kings โดย Bleaner Herman แปล โตมร ศุขปรีชา
อาจารย์ในร้านคุกกั้ โดย นิ้วกลม
ฝนกล้วยให้เป็นเข็ม โดย นิ้วกลม
เศรษฐกิจติดขัด โดย อ.สฤณี
เงินเดินดิน โดยอ.สฤณี
Fringer the Blogger โดย อ.สฤณี
เศรษฐกิจทางเลือก 3 เล่ม โดย อ.ปกป้อง อ.เอื้อมพร อ.สฤณี
Love and money โดย Dennis Kelly
ลูกอีสาน โดย คำพูน บุญทวี
อังกฤษ ฉบับนักเรียน โดย BABBberry
และนิยายแจ่มใส 9 เรื่อง
ความพยายามในการหาตังค์ไปงานสัปดาห์หนังสือ และ การเป็นแม่ค้า(เต็มตัว)ครั้งแรกในชีวิต
April 2, 2010เรื่องราวมันเริ่มมาจากการต้องการเงินไปซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือปี 2553
ซึ่งเงินเก็บและงบที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอต่อกิเลส
หมดไปแล้วประมาณ 1000 บาท กับ
เศรษฐกิจทางเลือก 3 เล่ม โดย อ.ปกป้อง อ.เอื้อมพร และอ.สฤณี
เงินเดินดินและ Fringer the Blogger ทั้งสองเล่มโดยอ.สฤณี
ฝนกล้วยให้เป็นเข็ม โดย นิ้วกลม
และ ลอนดอน ฉบับนักเรียน
ซึ่งยังมีอีกประมาณ เล่ม ที่อยากได้ เช่น
เศรษฐกิจ ติดขัด โดยอ.สฤณี
หนังออกใหม่ของสนพ.แจ่มใส <<<สนพ.นี้อยากได้อีกเป็นล้านเล่ม เฮอะ
October No.8
the white tiger<<< เล่มนี้อยากได้มากๆเพราะว่าอาฝนพูดทุกครั้งที่เจอหน้ากันว่าต้องไปหาอ่าน ก่อนไปทำงานที่เวียดนามกับ World Economic Forum เดือนมิถุนาต้องหาอ่านให้ได้
อยากได้ Fiction ที่ขายใน Asia Book อีก 4 เล่ม
100 Cities
หนังสือแนะนำท่องเที่ยว Vietnam, Morocco และหนังสือที่ตัดสินใจซื้อ ณ จุดซื้ออีกมากมาย บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ
ดังนั้นเลยต้องทำการหาตังค์ ประจวบเหมาะกับวัดแถวบ้านจะมีงานวัด 9 คืน และเพื่อนแม่ที่มีบ้านแถวๆวัดก็มาเสนอหน้าบ้านให้ฟรีๆโดยไม่เก็บค่าที่หากต้องการเอากางเกงไปขาย และแม่ก็ต้องการโละสต็อกในบ้าน โดยต้องการหาคนไปขาย ไอ้เราก็ต้องการเงินอยู่พอดีเลยขอนำเสนอตัวเองซะ ฮ่าๆๆๆๆ
พอตกลงกับแม่เสร็จสรรพก็เริ่มให้คนงานไปหากางเกงตกรุ่นมาเลขาย ก็ไปได้กางเกงยันส์ผ้าบางรุ้นเก่าเก็บมาหลายสิบตัว ทำการตั้งราคาอยู่ที่ 99 บาท และไปเจอกางเกงเด็กลิขสิทธิ์อุลตร้าแมน มาสก์ไรเดอร์ ฯ ที่เหลือเศษจากการทำออร์เดอร์อยู่ประมาณเกือบๆสองร้อยตัว ซึ่งตั้งราคาที่ 89 บาท
พอได้ทุกอย่างก็เริ่มทำป้าย “กางเกงยีนส์ราคาถูก คุณภาพดีจากโรงงาน ตัวละ 99 บาท” ต่อมาก็เริ่มคิดการดึงดูดลูกค้า (แหมก็เพิ่งเรียน Market กับอ.วิทยามาก็จัดไปอย่าให้เสีย) ก็เลยทำเป็นโปรโมชั่น 10 นาทีทอง ทุกตัวขายตัวละ 79 บาท ก็ได้ผลเหมือนกัน ลุกค้าก็เยอะแยะมากมาย
ตอนขายแรกๆก็อายๆเหมือนกัน แต่ก็นะเพื่อหนังสือที่อยากได้ทั้งหลายแหล่ก็ต้องทำ ก็ตะโกนเรียกลุกค้ากันไป สองสามวันแรกกลับมาบ้านนี่หมดแรง สลบไปเลย ทั้งเมื่อขา ทั้งเหนื่อย แต่พอเอาตังค์ที่เราหาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองมานับดูก็แหมมันน่าภูมิใจนะ
จากการทำอะไรในครั้งนี้มันได้อะไรหลายๆอย่าง
ประเด็นแรกก็คือ เข้าใจคนที่เขาเป็นแม่ค้าเลย คืออันนี้ต้องบอกก่อนว่ามันคือแม่ค้าที่ขายข้างถนนจริงๆ เจอคนสารพัดรูปแบบ บางคนก็เรื่องมากมากมากมาก บางคนก็ซื้อง่าย บางคนก็น่ากลัวมาก บางคนก็ดูถูกเรามากเหมือนกัน แล้วก็เข้าใจถึงว่า”การศึกษา”มันสำคัญจริงๆ คืออันนี้มันละเอียดอ่อนและอธิบายยากมากคือรู้สึกได้เลยว่าถ้าคนไม่มีความรู้ มันจะเหนื่อยขนาดไหน
ประเด็นที่สอง สิ่งที่เรียนมาพอเอามาใช้ประโยชน์จริงทำให้รู้สึกได้ว่า เออเราเรียนไปทำไม เรียนไปเพื่ออะไร ทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการเรียนขึ้นเยอะ
ประเด็นสุดท้าย พ่อกับแม่ก็รู้สึกภูมิใจที่เราทำอะไรได้ด้วยตนเอง หลายๆคนที่เห็นเราไปขายกางเกง เขาไม่เชื่อนะว่าเราจะทำได้ ดีใจที่ได้หาเงินให้พ่อกับแม่ใช้ (เงินทั้งหมดยกให้แม่และพ่อ แต่ก็ขอส่วนแบ่งตามที่เขาจะให้)
ได้มาหาเงินใช้เอง เรียนรู้ชีวิตเองแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน
Food Inc. & Whole Foods
December 16, 2009บทความที่นำมาลงในครั้งนี้ เป็นการบ้านของตนเองในวิชา BI301 ธุรกิจกับสังคม ที่เรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โครงการตรีควบโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผู้สอยคืออ.สฤณี อาชวานันทกุล
การบ้านในครั้งนี้อ.ให้ดูหนังสารดคีเรื่อง Food Inc. ที่มีการพูดถึงปัญหาในอุตสาหกรรมอาหารภายในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วกำหนดโจทย์ให้นักศึกษาเป็น CEO ของบริษัทขายอาหารorganic “Whole Foods” โดยให้เขียนเป็นจดหมายถึงผู้ถือหุ้นแนะแนวทางที่เราจะแก้ไขปัญหา และสร้างข้อได้เปรียบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ลิงค์ของหนังเรื่อง Food Inc. : http://v.youku.com/v_show/id_XMTM2MDcwNzQ4.html
ดีไม่ดี ขอคอมเม้นจากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ
ขอบคุณค่า
เรียน ผู้ถือหุ้นบริษัท Whole Foods
ในปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับการบริโภคมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค รวมไปถึงปัญหาในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารได้สร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท Whole Foods อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นบริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะนี้กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เนื่องมาจากกระบวนการผลิตที่เน้นการผลิตอย่าง Mass Production การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตอาหารจากฟาร์มไปเป็นโรงงานอุตสาหกรรม เน้นที่การผลิตอาหารมากๆ ในพื้นที่น้อยๆ ต้นทุนต่ำ มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตอาหาร ดัดแปลงพันธุกรรมของพืชและสัตว์เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น จากสาเหตุเหล่านี้ทำให้อาหารที่ได้มาไม่มีคุณภาพ และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
การเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันแตกต่างจากการเลี้ยงสัตว์ในสมัยก่อนที่เน้นการเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคเป็นอย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงสัตว์ในโรงเลี้ยงแบบเปิดที่มีอากาศถ่ายเท แสงแดดสามารถเข้าถึงและถูกสุขลักษณะไปเป็นโรงเลี้ยงแบบปิด รวมถึงอาหารที่สัตว์บริโภคนั้นไม่ได้เป็นอาหารที่สัตว์ได้รับการวิวัฒนาการจากธรรมชาติมาให้บริโภค แต่เป็นอาหารที่มีราคาถูกและสามารถทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้เร็ว มีการใช้ฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโต(Growth hormone) และ antibiotics ในสัตว์เพื่อป้องกันโรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในสัตว์ จากสาเหตุเหล่านี้ทำให้เชื้อแบคที่เรียต่างๆเกิดอาการดื้อยาและมีการวิวัฒนาการเป็นเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงและมีอันตรายมากขึ้น เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อ E.Coli สายพันธุ์ O157:H7 แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถถึงแก่ชีวิตได้[1] ซึ่ง E.Coli สายพันธุ์ปกติ เป็นแบคที่เรีย ที่เป็นตัวชี้การปนเปื้อนของอุจจาระในน้ำ มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของสัตว์และมนุษย์ ไม่ได้มีอันตรายใดๆนอกจากจะทำให้เกิดอาการท้องเสียเท่านั้น[2] จากการเลี้ยงสัตว์ในโรงเลี้ยงสัตว์แบบปิด ไม่ถูกสุขลักษณะ การฆ่าสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่ ผ่านทางสายพาน และกระบวนการภายในโรงงานอุตสาหกรรมทำให้การแพร่เชื้อต่างๆเหล่านี้เป็นไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ยากต่อการป้องกัน รวมถึงกระบวนการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคนั้นไม่ได้มีการตรวจสอบว่าสัตว์นั้นเป็นโรคหรือไม่ ทำให้การแพร่ระบาดเชื้อโรคจากสัตว์เข้าสู่มนุษย์นั้นเป็นเรื่องง่าย
บริษัท Whole Foods ได้มีแนวคิดในการแก้ปัญหานี้โดยการสนันสนุนให้เกษตรกรที่เป็น Supplier ของเราเลี้ยงสัตว์ในโรงเลี้ยงแบบเก่า โดยให้โรงเลี้ยงสัตว์นั้นมีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดสามารถเข้าถึงได้ หรือพยายามเลี้ยงสัตว์ให้ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติมากที่สุด สนับสนุนให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มการเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเราตระหนักถึงข้อจำกัดของพื้นที่ของเกษตรกร โดยในกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์นั้นเราจะแบ่งกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ และกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์นั้นจะทำหน้าที่ผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์จากธรรมชาติ เช่น ในกลุ่มเลี้ยงวัวเนื้อ สมาชิกที่มีหน้าที่เป็นผู้ผลิตอาหารก็จะทำหน้าที่ปลูกหญ้าเพื่อเป็นอาหารของวัว ทั้งนี้เพื่อให้สัตว์ได้รับอาหารที่ตรงตามวิวัฒนาการของธรรมชาติ และการเลี้ยงสัตว์ที่อิงกับธรรมชาตินั้นจะทำให้สัตว์มีสุขภาพที่ดี ลดความจำเป็นในการใช้สารเคมี ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต และ antibiotics ต่างๆ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเนื้อสัตว์ที่เราขายให้แก่ผู้บริโภคนั้นปลอดภัยและมีคุณภาพมากที่สุด
นอกจากนี้กระบวนการเพาะปลูกในปัจจุบันได้มีการนำสารเคมีและนวัตกรรมทางด้านการดัดแปลงทางพันธุกรรมมาใช้ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณมาก สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ปราศจากแมลงศัตรูพืช สามารถเก็บรักษาได้นาน แต่จากการใช้สารเคมีและนวัตกรรมข้างต้น ไม่มีการรับประกันว่าผลผลิตที่นำมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคนั้นมีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายต่อผู้บริโภคในอนาคต อีกทั้งการใช้สารเคมีและการใช้เมล็ดพันธุ์พืชที่ได้ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมย่อมทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ทำให้ราคาของผักและผลไม้สูงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงการผูกขาดและการยึดครองตลาดอุตสาหกรรมเกษตรของบริษัทยักษ์ใหญ่ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินงานของกลุ่มเกษตกร เนื่องจากการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์และการบีบบังคับเกษตรกรทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านกฏหมายลิขสิทธิ์ในพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ต่างๆ หรือ ปัญหาการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรหากไม่ทำตามเงื่อนไขของบริษัท
จากการที่ Whole Foods ได้มีการกำหนดนโยบายที่จะคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียของเราในทุกส่วน ดังนั้นนอกจากเราจะคำนึงถึงปัญหาที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคผักและผลไม้ที่ปนเปื้อนสารเคมีและมีการดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว เรายังคำนึงถึงความยากลำบากของเกษตรกรรายย่อยของเราด้วย ดังนั้นเราจึงมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกร โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ให้แก่กลุ่มเกษตรกร โดยเราจะเน้นที่เมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งเกษตรกรสามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีต่อๆไปได้ อีกทั้งมีการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีการแบบเก่า ลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมการปลูกพืชตามฤดูกาล ซึ่งแน่นอนว่าผลิตผลที่ปลูกตามฤดูกาลและได้รับการเพาะปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม ย่อมให้ผลผลิตที่ดีและไม่จำเป็นต้องอาศัยสารเคมีหรือการดัดแปลงพันธุกรรมในการเพิ่มผลิตผล รวมทั้งจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักผลไม้ที่หลากหลาย เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของผักผลไม้ดั้งเดิมไว้ ในส่วนของผู้บริโภค เราจะมีการควบคุมคุณภาพของผักผลไม้ของเราให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่าปลอดสารพิษจริง โดยเราจะมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพของผักและผลไม้เสมอ และเราจะมีการสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่นโดยจะส่งเสริมการขายผลิตผลที่เพาะปลูกในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง และเนื่องจากเราไม่ใช้สารเคมีในการผลิตและไม่ต้องเสียค่าต้นทุนในการขนส่ง ทำให้เราสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ถูก
นอกจากนี้ปัญหาของความไม่หลากหลายในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากในอุตสาหกรรมมีการใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่ชนิดนำมาดัดแปลง ปรุงแต่ง(Food Engineering) ให้เกิดเป็นอาหารประเภทต่างๆ เช่น ข้าวโพดสามารถนำไปดัดแปลงเป็นอาหารต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมกรุบกรอบ หมากฝรั่ง น้ำอัดลม เป็นต้น และการผลิตอย่าง Mass production ทำให้เกิด Economy of Scale ในการผลิตอาหารที่เกิดจากการทำ Food Engineering ส่งผลให้อาหารเหล่านั้นมีราคาถูก ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นอาหารจำพวกอาหารขยะ (Junk Foods) มีปริมาณแป้งและน้ำตาลสูง ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคอาหารประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรจำพวกผักและผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์ได้ และเมื่อพวกเขาบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำและเป็นจำนวนมาก ก็จะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคอ้วน และโรคเบาหวานตามมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาหนึ่งของสังคม หากแต่นโยบายของ Whole Foods ที่สนับสนุนให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี ทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ปลูกผลผลิตตามฤดูกาลและผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมถึงการสนับสนุน Suppliers ที่อยู่ใกล้บริเวณกับร้านค้าของ Whole Foods จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรถูกลงและจะช่วยกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ ในราคาถูกได้
จากปัญหาความไม่หลากหลายในอุตสาหกรรมอาหารบริษัทของเราได้ทำการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชที่หลากหลายมากขึ้น เช่น พืชตามฤดูกาล และพืชที่มีในท้องถิ่น นอกจากนี้ทางด้านการส่งเสริมการขาย เราจะจัดการอบรมให้คำแนะนำแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย ในการประกอบอาหารตามฤดูกาล และการถนอมอาหาร ซึ่งจะสามารถช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีการบริโภคอาหารที่หลากหลาย มีคุณประโยชน์ครบถ้วน และมีจัดการอบรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต (Way of life) ของกลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาด้านสุขภาพจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้มีมาตราฐานด้านสุขภาพที่ดีขึ้น เป็นการช่วยลดปัญหาสังคมซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรา
และการที่อุตสาหกรรมอาหารใช้วัตถุดิบในการผลิตเพียงไม่กี่อย่าง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้ความหลากหลายในการเพาะปลูกลดน้อยลง นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแต่พืชเศรษฐกิจและเอื้อต่อการดำเนินงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร ทำให้เกษตรกรมีความยากลำบากในการดำเนินการ เพราะเมื่อรัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนกลุ่มนายทุน ส่งผลให้กลุ่มนายทุนมีอำนาจในการบีบบังคับให้เกษตรกรทำตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มของตนเองได้ผลตอบแทนสูงที่สุด เช่น การบีบบังคับให้เกษตรกรทำโรงเลี้ยงสัตว์แบบปิด หรือการกำหนดให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการเพาะปลูก และถ้าหากเกษตรกรไม่ทำตามก็จะถูกยกเลิกสัญญา ซึ่งกลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำและไม่มีอำนาจในการต่อรอง ดังนั้นจึงต้องทำการกู้ยืมเงินเพื่อนำมาปฏิบัติตามเงื่อนไขของกลุ่มนายทุน จากสาเหตุนี้ทำให้เกษตรกรมีภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้นทุกปี
Whole Foods ได้เล็งเห็นถึงปัญหาภาระหนี้สินของเกษตรกร จึงจัดตั้ง Whole Planet Foundation ขึ้น โดยเป็นองค์กรที่มีการร่วมมือกับเกษตรกรรายย่อยที่เป็น Supplier ของ Whole Foods โดยทำเป็นลักษณะ Microcredit เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน มีการให้ความรู้กับเกษตรกรในการจัดการบริหารเงินทุน และการประกอบธุรกิจด้วยตนเอง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้การที่เราไม่กำหนดเงื่อนไขลักษณะของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ หรือการใช้เทคโนโลยีต่างๆในการสร้างผลผลิต แต่เราเน้นถึงคุณภาพของสินค้าในท้ายที่สุด เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนมากในการเริ่มต้นเพาะปลูก มาปรับปรุงโรงเรือน หรือซื้อเทคโนโลยี ถือเป็นการช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกร
ในด้านสิทธิของผู้บริโภค สินค้าทุกชิ้นภายในร้าน Whole Foods จะมีการติดฉลากบอกถึงส่วนประกอบของสินค้าและแหล่งที่มาของสินค้า พร้มทั้งมีตรารับประกันการตรวจสอบว่าสินค้ามีคุณภาพได้มาตราฐานจริง อีกทั้งยังมีการรับประกันว่าผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองและชดเชยจากร้าน Whole Foods ถ้าเกิดอันตรายจากการบริโภคสินค้าที่ซื้อจากร้าน Whole Foods และทางร้านจะเรียกคืนสินค้าทันทีที่ตรวจสอบพบว่าสินค้ามีปัญหา เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าสินค้าของเรามีคุณภาพ และหากสินค้าของเราเกิดปัญหาขึ้นมา เราจะกลับไปดูว่าสาเหตุของปัญหานั้นเกิดจากอะไรและทำการแก้ไขที่สาเหตุนั้น ไม่ใช่คิดและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาแก้ไขปัญหานั้น เพราะนั่นเท่ากับเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ตามนโยบายของ Whole Foods ที่เราจะใส่ใจผู้มีส่วยเสียกับองค์กรในทุกๆด้าน เราก็ไม่ได้ละเลยที่กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน โดยองค์กรของเรามีการกำหนดเป้าหมายที่เรียกว่า “Green Mission” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้กับบุคลากรในองค์กรและผู้มีส่วนร่วมได้ปฎิบัติตาม เช่น โครงการ “Paper Calculator” เพื่อลดการใช้ปริมาณกระดาษลง เป็นต้น และจากการที่เราส่งเสริมให้ทำการเลี้ยงสัตว์ และเพาะปลูกด้วยวิธีดั้งเดิม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดสารเคมีที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมแล้ว การเพาะปลูกด้วยวิธีดั้งเดิมนี้จะสามารถช่วยโลกในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยmicroorganism ที่อยู่ในดินได้ และการที่เราส่งเสริมให้มีการเพาะปลูก พืชตามฤดูกาล พืชในท้องถิ่นทำให้เราสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ที่กำลังจะสูญหายไปจากการทำการเกษตรที่เน้นเพื่อการพาณิชย์ นอกจากนี้การที่เราสนับสนุน Supplier ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงร้านค้าของเราจะทำให้ต้นทุนต่ำลงแล้ว ยังสามารถเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งได้อีกด้วย ซึ่งเราสามารถใช้การลดการปล่อยคาร์บอนนี้มาทำเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตได้
แนวทางทั้งหมดจะไม่สามารถสำเร็จได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท Whole Foods ทุกๆฝ่าย ไม่ว่าอุตสาหกรรมอาหารจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด บริษัทยังขอยืนยันที่จะปฏิบัติตามแนวทางในการดำเนินงานของบริษัทที่จะ “Selling the highest quality natural and organic products” โดยยึดผู้บริโภคเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญที่สุดของเรา เพื่อให้บรรลุผลในการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้มีส่วนได้เสียกับบริษัทของเราในทุกๆด้าน
[1] http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/a_nih_1_001c.asp?info_id=1079
[2] http://th.wikipedia.org/wiki/Escherichia_coli
อ่านๆเขียนๆ
June 21, 2009เมื่อวานได้มีโอกาสไปร่วมในงานเสวนาที่ ps gallery มา โดยมีวิทยากรสามท่านคือ อ.ปกป้อง จันวิทย์ อ.สฤณี อาชวานันทกุลและคุณนิ้วกลม ในหัวข้อ “การอ่าน การเขียนและการเรียนรู้ชีวิตจากหนังสือ”
จากการไปร่วมงานครั้งนี้ทำให้ได้แรงบันดาลใจมากๆในการที่จะอ่านหนังสือต่อไปและความพยายามที่จะเป็นนักเขียนให้ได้ นอกจากนี้ยังได้คำแนะนำจากนักอ่านและนักเขียนทั้งสามท่านเกี่ยวกับหนังสือน่าอ่านทั้งหลายแหล่ เอาไว้หาข้อมูลจากหนังสือเหล่านั้นให้ได้ก่อนแล้วเดี๋ยวจะเอามาเผยแพร่ก็แล้วกัน
จริงๆแล้วคิดว่าการอ่านนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์ ถึงแม้ว่าการเรียนรู้อาจไม่จำเป็นจะต้องมาจากการอ่านอย่างเดียว หากแต่การอ่านนอกจากจะช่วยให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นแล้วมันยังฝึกการคิดอย่างเป็นระบบให้เราอีกด้วย นอกจากนี้การอ่านยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ให้เราได้อีกมากมาย อีกทั้งการอ่านยังสร้างสมาธิให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อีกด้วย
เมื่อวานตอนฟังทั้งสามท่านอยู่มีคนถามทั้งสามท่านว่าหากไม่ได้อ่านหนังสือมากมายแล้วจะเป็นนักเขียนได้หรือไม่
ทั้งสามท่านตอบว่าได้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็คิดว่าได้ และโดยความเห็นส่วนตัวคิดว่านักเขียนที่ไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือนั้นใครๆก็เเป็นได้แต่คนที่อ่านหนังสือมามากแล้วก็จะมีกระบวนการการเรียบเรียงความคิด การใช้คำ การถ่ายทอดรื่องราวได้สละสลวยมากกว่า อย่างตัวเองจริงๆแล้วความคิดที่อยากจะเป็นนักเขียนก็มาจากการอ่านหนังสือนี่แหละ หรือจะกล่าวได้ว่าหนังสือเนี่ยเป็น inspiration เลย
เมื่อวานชอบมากตอนที่อ.ปกป้องบอกว่าการที่เราอ่านหนังสือเยอะๆจะทำให้เราแตกต่างจากเพื่อนๆ และแตกต่างในทางที่ดีด้วย โดยส่วนตัวคิดว่าใช่นะ แตกต่างจริงๆคือไม่ได้แตกต่างแบบว่าเป็นเด็กเรียน เด็กเนริดแต่แตกต่างทางด้านของความคิด การเข้าใจโลกมากกว่า
นอกจากนี้วิทยากรทั้งสามท่านพูดถึงตลาดหนังสือในเมืองไทย ตลาดหนังสือในเมืองไทยตอนนี้แคบลงจริงๆมีแต่หนังสือที่คนนิยมๆกันออกมา แต่หนังสือที่กลุ่มคนอ่านน้อยก็ดูจะหายๆไปจากชั้นหนังสือตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ต่อไปประเทศไทยก็จะมีหนังสือแปลกๆออกมาน้อยลงๆ จนกระทั่งไม่มีน่าเสียดายจริงๆแล้วอีกอย่างตอนนี้ก็มีแต่ร้านหนังสือที่คนขาย ขายหนังสือจริงๆ เพราะเวลาไปถามข้อมูลกับคนขายเขาก็จะไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเลย
หลังจากที่กลับจากงานเมื่อวานก็ทำให้ได้คิดว่าต่อไปจะพยายามอ่านหนังสือให้เยอะๆ หลายๆแนว และว่างเมื่อไหร่ก็จะพยายมมาขีดๆเขียนๆให้ฝีไม้ลายมือเก่งกล้า เผื่อจะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนกับเขาบ้างเนาะเรา
ต้องขอบคุณ…ที่เปิดโลกใบนี้ให้ได้รู้จักและได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ
ช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อสังคมที่ดีขึ้น
March 11, 2009โครงการนี้เป็นดีๆที่มีพี่แนะนำมาคะ เพื่อนพี่เขาได้ทำโครงการช่วยเหลือโรงเรียนวิชาวดีที่จังหวัดนครสวรรค์คะ ข้างล่างนี้เป็นรายละเอียดทั้งหมด อยากขอความช่วยเหลือทุกๆท่านด้วยนะคะ ในเมื่อเราอยากให้สังคมดีขึ้น เราก็ต้องลงมือทำจริงๆคะ ไม่ใช่ว่าดีแต่ป่าวประกาศ แต่ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ช่วยกันคนละไม่ละมือนะคะ เพราะการศึกษาจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี และการรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของคน นอกจากนี้การศึกษาจะทำให้เด็กที่เกิดและเติบโตไปไม่เป็นปัญหาของสังคมด้วยคะ
ลายละเอียดคะ
โครงการช่วยเหลือโรงเรียนวิชาวดี สวัสดี เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เคารพรักทุกท่านครับ เนื่องจากทางผมได้จัดทําโครงการช่วยเหลือโรงเรียนวิชาวดี ซึ่งยังเป็นโรงเรียน ด้อยพัฒนาอยู่ เลยอยากจะเรียนเชิญทุกๆท่านที่สนใจ มาร่วมส่งความสุขให้แก่เด็กๆกัน ก่อนอื่น กระผมขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนวิชาวดีให้ฟังคร่าวๆก่อน เพื่อที่จะได้รู้จักพวกเขามากยิ่งขึ้นนะครับ คืนวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552 ผมได้ดูรายการเจาะใจ ช่วงส่งความสุขที่คุณบ๊วย กับคุณตุ้ยตุ่ยไปโรงเรียนวิชาวดี ที่มีครูใหญ่ ใจดี และรักเด็กๆมาก ครูใช้เงินของตัวเอง โดยส่วนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือครูน้อย และที่เหลือก็เอามาเลี้ยงดูเด็กๆที่โรงเรียน ครูบอก ว่า “ไม่ว่าเด็กๆ จะหิวมาจากไหน ขอให้เด็กๆอิ่มแค่วันละมื้อที่โรงเรียน ครูก็ดีใจแล้ว” (สามารถดูคลิป VDO เพิ่มเติมได้ที่ http://johjai.manytv.com/videos/6855-_15_1_2009_.php)
โรงเรียนวิชาวดี ตั้งอยู่ที่ น.36 ตําบลปากน้ําโพ อําเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 60000 โทร. 056-255-169 คุณครูบุปผาชาติ หมุนสา (ครูห่อหมก) ครูใหญ่ผู้เสียสละแห่งโรงเรียนวิชาวดี จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยความที่เห็นการศึกษาเป็น เรื่องสําคัญ จึงพยายามหารายได้ทุกวิถีทางเพียงเพื่อให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะเป็นบันได ขั้นแรกของการมีชีวิตที่ดี และไม่สร้างปัญหาให้สังคม ครูจึงต้องสวมบทเป็นแม่ค้าขายห่อหมกด้วย เพื่อหาเงินมาจุนเจือเด็ก นักเรียนอย่างไม่อายใคร “เด็กนักเรียนที่นี่มีชีวิตลําบาก พ่อแม่มีความรู้น้อย ต้องหาเช้ากินค่ํา บางคนครอบครัวแตกแยก การที่เป็นโรงเรียนเอกชนแต่ไม่ เก็บค่าเล่าเรียนจากผู้ปกครองแม้แต่บาทเดียว และงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐไม่เพียงพอที่จะทําให้เด็กอิ่มท้อง และเรียนดี ได้ จึงต้องคิดหาทางส่งพวกเขาไปให้ถึงฝั่ง คือ นอกจากถ่ายทอดวิชาความรู้ในห้องเรียนแล้ว ยังต้องสอนวิชาชีพเสริมให้พวก เขาอีกด้วย” นี่เป็นบทสนทนาหนึ่งที่ผมได้รับฟัง ปัจจุบัน ครูบุปผาชาติ หมุนสา อายุ 60 ปี ดํารงตําแหน่งครูใหญ่โรงเรียนแห่งนี้มาได้ 10 กว่าปีแล้ว และทุกๆเย็นหลังเลิกสอน หนังสือ ก็จะนําห่อหมกที่ทําเสร็จไว้แล้วตั้งแต่ตอนพักเที่ยงไปขายที่สถานีรถไฟปากน้ําโพ โดยมีเด็กนักเรียนช่วยกันคนละไม้คน ละมือทุกขั้นตอน ถือว่าเป็นการฝึกให้มีความขยันหมั่นเพียร และเรียนรู้ว่ากว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทนั้นเหนื่อยแค่ไหน สิ่งนี้ เป็นการมอบวิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในโรงเรียน เพราะหวังว่าเมื่อเด็กๆเรียนจบออกไปแล้วจะเป็นคนดีของสังคม “เริ่มทําห่อหมกขายตั้งแต่ปี 2543 จุดประกายเกิดจากช่วงพักเที่ยงวันหนึ่ง มีเด็กมาฟ้องว่าข้าวหายไปจานหนึ่ง แต่ไม่มีใคร ยอมรับ ก่อนจะจับได้ว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งขโมยไป แต่พอถามเหตุผลก็ถึงกับอึ้ง เด็กบอกเอาไปให้แม่ที่กําลังป่วยทาน จาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทําให้เราบอกกับตัวเองว่า ถึงโรงเรียนจะขาดแคลนงบประมาณสักเพียงไหน ก็ต้องเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ให้ได้ จึงเริ่มทําห่อหมกวันละ 150 กระทง กระทงละ 10 บาท วันธรรมดาเดินเร่ขายตามสถานีรถไฟ และวันเสาร์อาทิตย์ไป ขายในตลาด ทําให้พอมีรายได้เลี้ยงเด็กๆ ให้อิ่มท้อง” คุณครูเผยว่าในช่วงแรกๆ ยอมรับว่ามีความคิดมุ่งมั่นพัฒนาความรู้ด้านวิชาการเพื่อให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงเรียนเอกชน อื่นๆ แต่เมื่อสัมผัสปัญหาเด็กๆ อย่างลึกซึ้ง ก็ทําให้พบว่า วิชาที่ต้องบ่มเพาะพวกเขาควรจะเป็นวิชาชีวิต จึงเบนเข็มมาสอน กิจกรรมเสริมนอกเวลาเรียน เช่น ทําห่อหมก ทอดมัน ทําน้ําเต้าหู้ น้ํายาล้างจานปลอดสารเคมี ปลูกผัก เลี้ยงปลา ตลอดจน โครงการจริยธรรมที่จะสอนให้เป็นคนดีในสังคม เพื่อเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่างให้เด็กอย่างสุดกําลัง ครูบุปผาชาติ กล่าวว่า การทําดีคือการมอบการศึกษาและวิชาชีวิตให้แก่เด็กนักเรียน เพราะการศึกษาจะเป็นรากฐานนําพา ประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าเด็กไม่ได้รับการศึกษาที่ดี เด็กจะเป็นคนสร้างปัญหาสังคม และจะทําให้ประเทศ ล้มเหลวทุกด้าน ตลอดช่วงเวลา 40 ปีที่ได้เป็นครูสอนหนังสือ ทําให้รู้ปัญหาเด็กเยอะ จึงไม่เคยคิดเกษียณอายุ แม้ว่าปัจจุบันนี้มีอายุ ครบ 60 ปีแล้วก็ตาม นักเรียนโรงเรียนวิชาวดีมีจํานวน 83 คน มีเด็กที่อยู่ระดับ ป.1-6 จํานวน 60 คน และเด็กอีก 23 คน พ่อแม่เอามาฝากให้ ครูใหญ่ดูแล ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงทําให้เธอทําห่อหมกเพื่อนํารายได้มาสมทบค่าอาหารกลางวันให้เด็กๆ เพราะเธอพอมี ฝีมือการทําอาหารอยู่บ้าง นอกจากนี้ในโอกาสพิเศษ เช่น วันเด็ก เธอจะไปขอรับบริจาคสิ่งของตามร้านค้าในตลาดมาห่อ ของขวัญให้เด็กจับฉลากกัน ทุกการกระทําของครูบุปผาชาติประจักษ์ชัดว่า เป็นความปรารถนาดีที่มนุษย์คนหนึ่งมีต่อมนุษย์อีกเกือบร้อยคน และยังสอน เด็กเรียนรู้ถึงคําว่าให้ โดยไม่หวังผลตอบแทนอีกด้วย ดอกไม้แห่งโรงเรียนวิชาวดียังคงขจรกลิ่นวิชาชีวิตไม่รู้จักหยุด หย่อน สมควรแล้วแก่การยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของคนที่เกิดมาเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
รายการอุปกรณ์การศึกษาที่ทางโรงเรียนจําเป็นต้องใช้ ที่1 ตู้ใส่เครื่องนอนเด็กอนุบาล 1 ตู้ 6,000.00 บาท รายการสิ่งของที่ตั้งใจจะทําเพิ่มเติม 2 อาหารกลางวัน 83 คน 5,000.00 บาท 3 ข้าวสาร 1 กระสอบ 2,500.00 บาท 4 นม 83 กล่อง 2,000.00 บาท 5 ขนม 83 ชิ้น 2,000.00 บาท รวมทั้งสิ้น 17,500.00 บาท งบประมาณข้างต้น เป็นงบประมาณที่ได้ทําการประเมินราคาสินค้าตามตลาดทั่วไป โดยรายได้ทั้งหมดผมจะนําไปซื้ออุปกรณ์ที่ผมได้แจงเอาไว้ และรายได้ที่เหลือจะนําไปสมทบทุน เป็นทุนการศึกษาสําหรับเด็ก นักเรียนโรงเรียนวิชาวดี ภายในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 นี้ นอกเหนือจากรายการข้างบน ท่านใดที่ต้องการจะ บริจาคสิ่งของอย่างอื่นเพิ่มเติม สามารถติดต่อมาที่ผม สกลนพ โสมพงษากุล เบอร์ติดต่อ: 0818392944 E‐mail address: sakolnop@gmail.com
เพื่อติดต่อโอนเงินได้ครับ โดยสามารถโอนเงินเข้ามายังบัญชีต่อไปนี้
1. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนรัชดาภิเษก 2 ชื่อบัญชี นายสกลนพ โสมพงษากุล เพื่อ ครูบุปผาชาติ หมุนสา เลขที่บัญชี: 075‐245429‐6 ประเภทออมทรัพย์
2. ธนาคารกสิกรไทย สาขาซีคอนสแควร์ ชื่อบัญชี นายสกลนพ โสมพงษากุล เลขที่บัญชี: 095‐2‐77922‐2 ประเภทออมทรัพย์
3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายสกลนพ โสมพงษากุล เลขที่บัญชี: 253‐1‐27335‐9 ประเภทออมทรัพย์ ใครโอนเงินมาให้ รบกวนติดต่อ เพื่อจะได้อัพเดต รายชื่อนะครับ
***หมายเหตุ: บัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์นี้ถูกเปิดขึ้นเพื่อการรับบริจาคครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 นี้ บัญชีนี้จะถูกปิดลง เพื่อนําเงินไปบริจาคให้แก่โรงเรียนวิชาวดีครับ สําหรับท่านที่โอนเงินมายังบัญชีของธนาคารกสิกรไทย และบัญชีของธนาคารกรุงศรีอยุธานั้น กรุณาติดต่อ กลับมาที่ผม เพื่อติดต่อโอนเงินด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้นําเงินมาใส่ไว้ในบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และ ผมจะทําการอัพเดตความคืบหน้าของโครงการนี้ให้พวกท่านทราบอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบพระคุณแทนเด็กๆ แห่งโรงเรียนวิชาวดี มา ณ. โอกาสนี้ด้วยนะครับ
สกลนพ โสมพงษากุล
ขอบคุณนะคะ
ความเห็นแก่ตัว ตัวเลข และ เศรษฐกิจ
January 24, 2009ตอนนี้ชีวิตกำลังเจอมรสุม
คะแนนย่ำแย่
เรื่องคะแนนอันยำแย่นี้ยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเอง โอเค เทอมนี้อาจจะขี้เกียจ แต่จริงๆในความรู้สึก ก็ขยันเท่าเดิมแต่ทำไมมันแย่ลง คิดไปคิดมา อืมมันก็เรียนยากขึ้น สรุปคือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการกระทำของตัวเอง
ซึ่งการที่เกรดตกตำลงก็ได้เห็นนิสัยของเพื่อนมากคน คนบางคน”เห็นแก่ตัว”จนอยากจะลดลำดับจากเพื่อนให้ไปเป็นคนรู้จัก ส่วนบางคน”ช่วยเหลือ”จนซาบซึ้งในน้ำใจ
การที่สังคมทุกวันนี้โดยเฉพาะในเด็กรุ่นใหม่ (ก็รุ่นตัวเองนั่นแล) เห็นแก่ตัวกันซะขนาดนี้ โดยส่วนหนึ่งแล้วตัวเองนั้นคิดว่ามาจากการที่สังคม ณ สมัยนี้สอนให้แข่งขันกันมาตั้งแต่เด็กๆ คิดดูสิการที่เด็กสักคนจะเข้าเรียนอนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครอง(ของคนมีอันจะกิน) ก็ต้องใช้เส้นสายและพลังภายในสุดกำลังเพื่อจะเอาลูกเข้าโรงเรียนให้ดีที่สุด พอลูกเข้าเรียนได้แล้วเด็กๆทั้งหลายก็ต้องมาแข่งกันเรียนให้ดี เห็นได้ชัดจากการที่ผู้ปกครองทั้งหลายเอาลูกๆไปเข้าโรงเรียนกวดวิชา(ใช่ ว่าตนเองจะไม่เคยเรียน) ถ้าหากมีใครสักคนไปถาม “ทำไมถึงเอาลูกไปเรียนพิเศษหละ เรียนที่โรงเรียนไม่พอเหรอ” คำตอบส่วนใหญ่ก็จะเป็น “ไม่เรียนไม่ได้หรอก ไม่เรียนแล้วก็สู้เขาไม่ได้” ต่อมาก็ต้องมาแข่งกันเข้าเรียนในโรงดรียนมัธยมของรัฐและมหาวิทยาลัยของรัฐตามลำดับ
นอกจากนี้แล้วในสังคมไทยทุกสิ่งทุกอย่างวัดกันที่”ตัวเลข”
การที่เด็กสักคนจะถูกผู้ใหญ่ตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่งนั้น เขาวัดกันที่ตัวเลขจริงๆ ถ้าใครคิดไม่ออกลองนึกถึงสมัยที่คุณเป็นเด็กว่าคุณเคยเจอคำถาม”หนูเรียนได้เกรดเท่าไหร่ลูก” มั้ย รับประกันได้เลยว่า 99.99%จะต้องเคยเจอแน่นอน นอกจากนี้แล้วการที่คุณจะไปสมัครงานเมื่อคุณเรียนจบ คุณก็ต้องใช้เกรดใช่มั้ย ไม่น่าแปลกใจเลยที่เพื่อนในมหาวิทยาลัยนั้น หาเพื่อนแท้ได้ยากเย็นนัก ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะว่าถ้าเพื่อนได้เกรดดีกว่าคุณก็หมายความว่าเพื่อนมีสิทธิได้ทำงานในที่ๆดีกว่าคุณ
แต่จริงๆแล้วอยากบอกว่าวิธีการวัดและตัดสินความเก่งของคนด้วยวิธีการนี้มันผิดมาก เพราะว่าการที่คนๆหนึ่งเก่งนั้น มันไม่ได้วัดกันที่วิชาความรู้อย่างเดียว บางคนเก่งทฤษฏีมากแต่พอปฏิบัติจริงทำอะไรไม่ได้สักอย่าง หรือบางคนIQดีมาก แต่ EQ แย่สุดๆ ซึ่งแค่นี้ก็แสดงให้เห็นได้แล้วว่า ตัวเลขที่ใช้วัดๆกันนั้นมันไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยจริงๆ
จริงๆแล้วคนเก่งนั้น ควรจะเป็นที่มีครบทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป อีกอย่างน่าจะมีประเด็นเรื่องเข้าสังคมได้ด้วย เพราะเก่งอย่างเดียวมันไม่สามารถช่วยให้คุณอยู่รอดในสังคมได้
อยากพูดถึงเรือ”พิษเศรษฐกิจ”บ้างอะ
คือจริงๆแล้วชีวิตยังไม่เข้าไปสู่การทำงานอย่างเต็มตัว ก็ช่วยที่บ้านทำนู่นนี่ไปตามเรื่องตามราวหากพิษเศรษฐกิจนั้นก็ไม่ได้กระทบแต่คนทำงานอย่างเดียว หากแต่กระทบถึงเด็กนักศึกษาตาดำๆคนนี้ด้วย
เนื่องจากที่บ้านมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตนเอง ทุกวันนี้ที่บ้านต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อที่จะช่วยพยุงกิจการไปให้รอด คือมันก็ไม่ได้ยำแย่มากมาย แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านนั้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ระบบเศรษฐกิจบ้านเรานั้นพึ่งพาต่างประเทศมากขนาดไหน คือว่าพึ่งพามากจนเมื่อต่างประเทศเกิดปัญหาแล้ว บ้านเราได้รับผลกระทบชัวร์ๆ จะเห็นได้จากตอนนี้การส่งออกและการท่องเที่ยวบ้านเราแย่ก็ทำให้ระบบเศรษกิจในบ้านเราเริ่มมีปัญหา การที่จะแก้ไขได้นั้นก็ต้องมาเริ่มยืนที่ขาของตัวเอง ใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง(ฉันทมติรัตนโกสินทร์)ตามที่พ่อคอยแนะนำพรำสอน ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ลดการพึ่งพาต่างประเทศ หยุดเดินตามต่างชาติโดยลืมหันหลังมาดูรากฐานของตัวเอง อีกอย่างรัฐบาลของเราก็มีมติช่วยเหลือคนจนมากมาย หากแต่รัฐก็ต้องมั่นใจด้วยว่าเงินที่โยนตุ๊บลงมานั้นมันมาถึงคนที่ช่วยเหลือจริงๆ และต้องมั่นใจด้วยว่าการที่ให้ความช่วยเหลือนั้นจะไม่เป็นการซำเติมเขาภายหลัง การช่วยเหลือควรเป็นการช่วยเหลือที่ทำให้ชีวิตเขายั่งยืนมีความมั่นคง เช่นการให้ความรู้ในเรื่องการประกอบอาชีพ การสร้างอาชีพที่ถาวร ไม่ใช่การใช้นโยบายประชานิยม ที่แค่ช่วยชาวบ้านแต่เป็นแค่ระยะสั้นๆเท่านั้น แล้วพอหยุดให้การช่วยเหลือชาวบ้านก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อได้
ถ้าเป็นไปได้อยากให้บ้านเราเริ่มหันมาใช้นโยบาย”รัฐสวัสดิการ”หรือระบบ”สหกรณ์”มันดูเป็นอะไรที่ยั่งยืน และเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่น่าจะได้ผลระยะยาวมากกว่า
โอเคไม่เพ้อเจ้อมากไปกว่านี้ดีกว่า ตัวเองก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก ก็ได้จากการอ่านไปตามเรื่องตารมราว เรื่องรัฐสวัสดิการนี้ถ้าใครสนใจมาทิ้งๆเม้นไว้นะคะ เดี๋ยวจะแนะนำหนังสือดีๆให้อ่าน (ณ เวลานี้จำชื่อหนังสือเต็มๆไม่ได้ แฮ่ๆๆๆ) หรือลองไปอ่านบทความดีๆเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่ www.onopen.com ดูนะคะน่าจะได้ความรู้อะไรๆกันมากขึ้น ถ้าข้อมูลอะไรผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ
ชีวิตนี้มันช่าง…?
December 16, 2008เคยสงสัยมั้ยบางทีเราทุกคนอาจดำรงชีวิตอยู่ด้วยความ “ไม่เต็มใจ”
บางทีเราอาจ…ไม่เต็มใจ…ที่จะเกิดมา (อ๋าว ก็มีแต่คนบอกว่าสิ่งที่ทุกคนหวังสูงสุดคือนิพพาน(ทางศาสนาพุทธ) เมื่อทุกคนปารถนาสิ่งสูงสุดแล้วทำไมจะต้องอยากเกิดมาด้วยเล่า)
บางทีเราอาจ…ไม่เต็มใจ…ที่จะกิน เรากินก็เพื่ออยู่ประทังชีวิตไปวันๆ
บางที่เราอาจ…ไม่เต็มใจ…ที่จะเรียน ลองนึกถึงเวลาที่คุณเรียน คณิตศาสตร์ คุณต้องเรียนแคลคูลัส เวกเตอร์ และ บลาๆๆๆ ทั้งๆที่ชีวิตจริงคนเราก็ใช้แค่ บวก ลบ คูณ หาร
บางที่เราอาจ…ไม่เต็มใจ…ที่จะคิด เพราะการคิดเป็นเสมือนดั่งการเอาความทุกข์มาใส่ตัว คิดมากก็ปวดหัวมาก แต่ถ้าไม่คิดก็จะถูกสังคมตีตราว่า “โง่” มีสมองไว้แค่กั้นไม่ให้ใบหูมันติดกัน ดั้งนั้นเราจึงต้องพยายามแสดงความฉลาดด้วยการ “คิด”
บางที่เราอาจ…ไม่เต็มใจ…ที่จะยอมรับในการตัดสินใจของคนหมู่มาก “แต่” เมื่อเราอยู่ในสังคม”ประชาธิปไตย” ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เราจะปฏิเสธ หากเพียงแต่ว่าการยอมรับไม่ใช่การอยู่นิ่งเฉย แต่เป็นการ”ให้โอกาส”การตัดสินใจของคนหมู่มากได้ลองพิสูจน์ตัวเองว่าการตัดสินใจนั้นเป็นสิ่งที่ถูก เหมาะสม และดีที่สุด (ณ ช่วงเวลาขณะนั้น) หากเมื่อมันเกิดการผิดพลาดหรือเกิดสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเกิดขึ้นเราก็ควรจะ”เรียกร้อง” ให้มีการแก้ไขให้มันเป็นไปในทางที่ถูกและควร แต่การเรียกร้องนั้นย่อมสมควรที่จะอยู่ในกรอบของ “ความพอดี” และไม่สร้าง”ความเดือดร้อน” ให้ใคร อีกทั้งเราควรที่จะพิจารณาถึงปัจจัย เหตุและผลของสิ่งต่างๆ ไม่ใช่ “ปิดหู ปิดตา ปิดใจ”และ “สร้างอคติ” รับและพิจารณาข้อมูลที่ตนเองคิดว่าถูกฝ่ายเดียว ควรที่จะ”เปิดหู เปิดตา เปิดใจ” และ ”ลดอคติ” เผื่อว่าบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อดีของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามเรา และพิจารณาถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งการพิจารณาข้อผิดพลาดของตัวเองก็เหมือนโอกาสในการแก้ไขปรับปรุงให้ตนเองพัฒนา และการยอมรับ “เปิดหู เปิดตา เปิดใจ” ก็เสมือนดั่งการเปิดโลกให้กบออกมานอกกะลา อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการใช้สมอง “คิด ตรึกตรอง พิจารณา” อย่าให้ใครมาตราหน้าเราได้ว่า “มีสมองไว้แค่กั้นไม่ให้ใบหูมันติดกัน”เท่านั้น
Uncategorized |
Posted by heavenbless 